วิปัสสนากรรมฐานกับสุขภาพจิต

โลกในยุคปัจจุบันนี้แคบลงทุกที ๆ ดังจะเห็นว่า การติดต่อสื่อสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความเจริญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ก้าวไปอย่างพุ่งพรวด วัฒนธรรมจากแหล่งหนึ่งไหลไปสู่อีกแหล่งหนึ่งเร็วมาก สิ่งบำรุงบำเรอความสุขของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเทียบกับสมัยก่อน เราต้องเตรียมทำอาหารสำหรับเวลาที่รู้สึกหิว เมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว เราต้องก่อเตาเพื่อหุงหาอาหาร แม้แต่จะแกงสักหม้อ ก็จะต้องโขลกน้ำพริกเอง แต่ทุกวันนี้ เรามีเตาสวยงาม สะอาดและทันสมัย อาจเป็นเตาที่ใช้แกสหรือไฟฟ้า จุดพรึบเดียว หรือเพียงแค่กดปุ่มก็ได้ความร้อนเพื่อทำให้อาหารสุก เรามีน้ำพริกแกงสำเร็จรูป หรือมีกะทิกระป๋องสำหรับทำแกงเผ็ดในเวลาอันรวดเร็ว และไม่เหนื่อยแรง ถ้าสะดวกกว่านั้นเรามีแกงสำเร็จรูปเป็นอาหารกระป๋องเพียงแค่เปิดฝาออกมาอุ่นก็จะได้รับประทานทานแกง หรือถ้าจะสื่อสารกับคนรักที่อยู่ไกลในต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียเวลามาเขียนจดหมายแอร์เมล์ส่งไปรษณีย์นับเป็นอาทิตย์กว่าจะถึง แต่ทุกวันนี้ใคร ๆก็ใช้มือถือเป็นว่าเล่น เพียงแค่กดหมายเลขก็ได้พูดคุยกันแล้ว แม้ขณะนี้ก็สามารถทำให้เห็นผู้พูดในจอมือถือได้ แต่อะไรได้ คนเรากลับดูเหมือนจะมีความทุกข์มากขึ้น และไม่อาจจัดการกับความทุกข์ได้เลย กลับโดนเจ้าตัวความทุกข์เล่นงานจนกระทั่ง บางคนเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคเครียด โรคประสาท และคนเป็นโรควิตกกังวล หวาดกลัวมากขึ้น พ่อแม่มีปัญหาเรื่องลูกไม่อยากไปโรงเรียน หนีเรียนมากขึ้น เราจัดการกับวัตถุภายนอกได้แต่ไม่สามารถจัดการกับตัวเราเองได้และไม่สามารถควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้อยู่ในระเบียบ วินัย ได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่เคยได้มีการฝึกให้จิตใจของเราซึ่งเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ด้วยความอดทน เราจึงตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหาจนกระทั่งโงหัวไม่ขึ้น มีแต่อารมณ์ที่เร่าร้อน ตกเป็นทาสของวัตถุ อยากนั่นอยากนี่ ระงับดับความอยากของตนเองไม่ได้ อดไม่ได้ รอไม่ได้ คิดขึ้นมาปุ๊บจะต้องให้ได้ปั๊บอะไรทำนองนี้ จิตใจจึงอ่อนแอไม่สามารถเอาชนะกิเลสที่เกิดขึ้นมาได้กิเลสเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นย่อมไม่สูญหายไปไหน แต่กลับจะรวมตัวและตกตะกอนนอนก้น กลายเป็นกลายเป็นกิเลสอย่างละเอียดซึ่งทางธรรมะเรียกว่า อนุสัยกิเลส (latent disposition)หรือ อาสวะ (mental defilement) อยู่ในภวังคจิตหรือจิตไร้สำนึก the unconscious) โดยไม่รู้ตัว

ทางพุทธศาสนามีวิธีที่จะขจัดกิเลสที่เป็นอนุสัย อาสวะ หรืออกุศลมูลเหล่านี้ได้คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (insight meditation)วิปัสสนากรรมฐานคืออะไร วิปัสสนากรรมฐานเป็นวิธีเจริญภาวนาอย่างหนึ่งในพุทธศาสนาที่ก่อให้เกิดการเห็นแจ้งในอาการที่เรียกว่า พระไตรลักษณ์ หรือปัญญาอันนำไปสู่ความพ้นทุกข์

วิ  =  แจ้ง, ชัด
ปัสสนา = ปัญญาที่เห็นแจ้งชัดในรูปนาม
ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นทางทวารทั้งหก
ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

รูปนามคืออะไร รูป คือ กาย, นาม คือ ใจ รูปนาม คือ กายกับใจ (จิต)นั่นเอง ดังนั้นการฝึกวิปัสสนากรรมฐานก็คือการฝึกกายและใจของเราให้ได้รับการควบคุมดูแล สามารถเอาชนะใจที่อยากได้และเร่าร้อน รู้จักความสงบร่มเย็น มีความอดทนอดกลั้น นั่นแหละ

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ทางนี้เป็นทางเอกหรือทางเดียวเท่านั้น (the only way)” การเจริญวิปัสสนากรรมฐานแนวนี้อาจเรียกชื่อว่าเป็นการเจริญ สติปัฏฐาน ๔ กล่าวคือเป็นการกำหนดสติไว้ที่ฐานทั้งสี่ ได้แก่

กายานุปัสสนา เป็นการกำหนดรูปล้วน ๆ เอาจิตไปกำหนดที่ท้อง ตรงบริเวณสะดือ สังเกตดูอาการ ในที่นี้หมายถึงการเคลื่อนไหว ( movement or motion ) ของท้อง และ เวลาที่ท้องพองก็ให้กำหนกว่า พองหนอ เวลาที่ท้องยุบก็ให้กำหนดในใจว่า ยุบหนอ

เวทนานุปัสสนา เป็นการกำหนดนามล้วน ๆ คือเอาจิตไปกำหนดที่เวทนาขันธ์ได้แก่อาการเจ็บ ปวด เมื่อย คัน เมื่อมีอาการปวดเกิดขึ้นก็ให้กำหนดในใจว่า ปวดหนอ ๆ เมื่อยก็กำหนดว่า เมื่อยหนอ ๆ

จิตตานุปัสสนา เป็นการกำหนดนามล้วน ๆ คือการมีสติเข้าไปตั้งเพื่อกำหนดรู้จิต เมื่อจิตคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ให้ตั้งสติกำหนดในใจว่า คิดหนอ ๆ ไม่ต้องกำหนดว่าคิดเรื่องอะไร หรือถัามีอารมณ์ราคะ พอใจ ยินดี ก็ให้กำหนดว่า ราคะหนอ ๆ พอใจหนอ ๆ ยินดีหนอ ๆ โกรธหนอ ๆ หงุดหงิดหนอ ๆ เป็นต้น

ธรรมมานุปัสสนา เป็นการกำหนดรู้ธรรมที่เป็นที่ตั้งของอารมณ์วิปัสสนากรรมฐานได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ และ อายตนะ ๑๒

นิวรณ์ ๕ คือ
๑) กามฉันทะ ได้แก่ความพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงและสิ่งสัมผัสที่น่าพึงพอใจ สวยงาม
๒) พยาบาท ได้แก่ความโกรธเคือง การคิดปองร้าย ให้กำหนดว่า โกรธหนอ
๓) ถีนะมิทธะ ได้แก่ ความท้อแท้ อ่อนอกอ่อนใจ ง่วงเหงาหาวนอน ให้กำหนดว่าง่วงหนอ ๆ เบื่อหนอ ๆ ท้อแท้หนอ ๆ
๔) อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านหงุดหงิดรำคาญใจ หรือความวิตกกังวล ให้กำหนดว่า ฟุ้งหนอ ๆ หงุดหงิดหนอ ๆ
๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เมื่อเกิดขึ้นก็ให้กำหนดว่า ลังเลหนอ ๆ สงสัยหนอ ๆ เป็นต้น

ขันธ์ ๕ คือสิ่งสมมุติขึ้นเป็นคนเราได้แก่  รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

อายตนะ ๑๒ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ อายตนะภายในได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่ถูกต้องกาย และสิ่งที่ใจนึกคิด เวลาที่ ตาเห็นรูปก็ให้กำหนดว่า เห็นหนอ ๆ หูกระทบกับเสียงก็ให้กำหนดว่า ได้ยินหนอ ๆ กายสัมผัสกับความร้อนก็กำหนดว่า ร้อนหนอ ๆ หรือ เย็นหนอ ๆ เวลาที่ใจนึกคิดก็ให้กำหนดว่าคิดหนอ ๆ เป็นต้นดูไปแล้วรู้สึกว่าเป็นการกำหนดโดยรอบ กำหนดไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง น่าจะยาก ยาก..ส์ไหมเนี่ย….ดูว่าเป็นเรื่องละเอียด ความจริงไม่ยากหรอก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องหัดกำหนดไปทีละอย่างก่อน เช่นกำหนดที่อาการพองอาการยุบ อย่างเดียวจนกระทั่งจิตสงบ จิตตั้งมั่น แล้วจึงไปหัดกำหนดอย่างอื่น ๆ ต่อไป อย่าเพิ่งไปกำหนดหลายอย่างในตอนแรกทั้งที่เรายังเหมือนกับเป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล เรียนทีเดียวเท่ากับนักเรียนชั้น ม. ปลายก็จะทำอะไรไม่ได้ มันตีกันยุ่งเหยิงไปหมด อาการพอง-ยุบนี่ถือว่าเป็นฐานหลักฝึกให้ได้จริง ๆ แค่นี้ก็เหลือกินแล้ว

การกำหนดรู้คืออะไร?

การกำหนดรู้  หมายถึงการใส่ใจ หรือการกระทำในใจ การกำหนดรู้เข่นนี้เรียกว่าการกำหนดรู้เฉย ๆหรือการกำหนดสักแต่ว่ารู้ คนเราเมื่อมองสิ่งไรจะต้องมีความคิดความรู้สึก อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่นเห็นคนคนหนึ่งเดินมา ใจของเราก็จะคิดว่า ผู้หญิงหรือผู้ชาย อ้อ..เป็นผู้หญิง แล้วสวยไหม..หน้าตาเป็นอย่างไร…. แต่งตัวแบบไหน เออแหม..เสื้อผ้าแบบนี้สวยดี หรือไม่ก็..ว้า..แย่ ไม่เข้าท่า ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบก็จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้จะเห็นว่ากิเลสเข้ามาในจิตใจผู้กำหนดพรั่งพรูไปหมดดังนั้นการกำหนดสักแต่ว่ารู้ หรือการกำหนดรู้เฉย ๆ ( bare attention ) จึงเป็นการกำหนดที่ไม่ให้มีความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น เห็นก็ให้กำหนดว่าเห็นหนอ ๆ เท่านั้น หรือถ้าหูได้ยินเสียงก็ให้กำหนดว่า ได้ยินหนอ ๆ เท่านั้น (จิตไม่ต้องปรุงแต่ง)

หัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

มีบางคนบอกว่า..แหม ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานมาตั้งนานแล้วแต่ไม่เห็นจะก้าวหน้าไปถึงไหนเลย ยังย่ำต๊อกอยู่ที่เดิม ถ้าเป็นเช่นนี้ ให้ดูที่ตัวเราแล้วถามว่าเราปฏิบัติตามนี้หรือเปล่า ?

๑.อาตาปี ได้แก่วิริยะ หรือ ความเพียร(effort) มีความอดทน ขยัน ไม่เกียจคร้านหรือไม่ กำหนดนั่ง ครึ่งชั่วโมงแล้วนั่งได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ บอกว่าไม่ให้หยุกหยิกเกาโน่นเกานี่ หรือไม่ให้เปลี่ยนอิริยาบถ แต่พอคันก็เกา ปวดก็โอ๊ย!..ไม่ไหวแล้ว ขอขยับหน่อย นั่งไปได้สักสิบยี่สิบนาทีแหมชักจะปวดเบา ขอเข้าห้องน้ำ ออกจากห้องน้ำได้ สิบห้านาที หิวน้ำอีกแล้ว…….อย่างนี้นั่งไปเท่าไร สมาธิก็ไม่เกิด

๒.สติมา ได้แก่สติ (mindfulness) มีความหมายสองอย่าง คือการระลึกได้ หรือนึกได้ ใครที่มีอายุแล้วอยากความจำดี ไม่หลงลืมง่าย หรือใครเป็นนักเรียนอยากนึกคำตอบได้เวลาสอบ ก็…อะแฮ่ม !! มาฝึกวิปัสสนากรรมฐานซะนะจ๊ะ ..หนูจ๋า เผลอ ๆ เก่งไม่รู้เรื่อง อีกความหมายหนึ่งคือ การเลือกคัด ( เอาแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ก็โยนทิ้งไป ) สติตัวนี้ อาจารย์หมอจำลอง ชอบบอกกับพวกเราบ่อย ๆ ว่า เปรียบได้กับนายทวาร (ทหารที่ยืนยามเฝ้าประตูเมืองสมัยโบราณ) ถ้านายทวารเห็นคนที่ท่าทางไม่ค่อยจะดีผ่านมา นายทวารจะกักไว้ไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปในเมือง (คงกลัวว่าจะเป็นไส้ศึก หรือผู้ร้าย) ถ้าเป็นคนที่ได้รับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานมาก็จะมีสติที่เปรียบได้กับนายทวาร เพราะฉะนั้น เขาจะไม่ทำชั่วหรือตกไปในที่ชั่ว ใครเอาสิ่งเสพติดมาแล้วพูดเป่าหูอย่างไรเขาก็จะไม่เสพ เพราะจิตของเขาจะรู้จักในการแยกแยะว่าอะไรดี และอะไรไม่ดี สังเกตคนมีสติได้ไม่ยาก ท่าทางเขาจะไม่ดูลอย ๆ ทำอะไรจิตใจเขาก็จะเกาะเกี่ยวกับสิ่งนั้น ให้กำหนดพอง-ยุบ จิตก็จะยึดติดแนบแน่นกับพองยุบ ไม่ลอยไปคิดถึงเรื่องอื่น คราวนี้ทำอะไรก็ขอให้สติมา มา..นะจ๊ะ เพราะ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา

๓.สัมปชาโน ได้แก่ สัมปชัญญะ หมายถึงความรู้ตัวทั่วพร้อม คือรู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ

นี่เขียนมาเพียงเท่านี้ถ้าจะปฏิบัติให้ได้ดีก็จะต้องใช้เวลาเป็นหลายปี ใครที่ไม่เคยปฏิบัติ อย่าเพียงแต่อ่าน อ่านแล้วไม่ปฏิบัติจะรู้สึกว่า ยาก แต่ถ้าลงมือปฏิบัติให้ได้จริง แล้วมีวิริยะทุกอย่างจะค่อยเป็นไปและจะมีความก้าวหน้าในที่สุด คิดดูซิแม้เพียงนั่งนิ่ง ๆ แล้วทำใจให้สงบสักพัก เราก็ยังรู้สึกสบาย การปฏิบัติควรมีครูอาจารย์ ที่รู้จริงคอยสอบอารมณ์ หรือมีกัลยาณมิตรคอยให้คำแนะนำจึงจะก้าวหน้า ดังนั้นท่านใดที่สนใจและต้องการจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในแนวนี้ จะมีการฝึกอบรมปีละครั้ง ในเดือนตุลาคมของทุก ๆปี

ปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๘ ถึง ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ย้ายสถนที่จากคณะมนุษยศาสตร์ มาจัดที่ ศูนย์ฝึกอบรมเกษตรศาสตร์แม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ติดต่อได้ที่ (๐๕๓) ๙๔๓ ๖๒๔, (๐๕๓) ๙๔๓ ๒๒๖, (๐๕๓) ๙๔๓ ๓๓๓, (๐๑) ๙๕๒ ๑๕๑๕

ค่าลงทะเบียน ประมาณ ๙๐๐ – ๑,๐๐๐ บาท เพราะจะต้องนำไปเป็นค่าอาหาร และค่าใช้สอยอย่างอื่น ๆ ในการจัดงาน ใครบริจาคมากกว่านี้ก็เป็นบุญเป็นกุศลติดตัวของท่านไปภายภาคหน้า หรือใครประสงค์ที่จะบริจาคน้อยกว่านี้ก็ไม่ว่า ขอให้มาปฏิบัติก็แล้วกันถ้าอยากจะปฏิบัติจริง ๆ ผลที่ได้คือสติที่เปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันและปํญญาที่เป็นเครื่องดับทุกข์ สติและปัญญานี้เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก สามารถเอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิผล ก่อนเข้าปฏิบัติให้สำรวจดูว่ามีภาระกิจใดที่ยังคั่งค้างอยู่สมควรปฏิบัติให้เสร็จสิ้นไป หรือมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติแทน อย่าให้มีความกังวลในเรื่องงาน ไม่ควรนำโทรศัพท์มือถือติดมาในระหว่างการเข้าฝึกอบรม ไม่ควรติดต่อกับผู้อื่นภายนอกหรือรับฟังข่าวสารในระหว่างการปฏิบัติ นำข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นเช่น ขันน้ำ สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน รองเท้าแตะ เสื้อผ้า สีขาว ถ้าไม่มี ควรเป็นสีอ่อน ๆ ไม่ฉูดฉาด กางเกงควรเลือกที่หลวม เวลานั่งนัดสมาธิแล้วจะได้ไม่ตึงทำให้ไม่เจ็บปวดเมื่อยจะได้นั่งได้นาน ๆ ของสุภาพสตรีถ้าเป็นกระโปรงหรือผ้าซิ่นควรหลวม (กว้าง) และยาว นั่งแล้วจะได้ไม่ตึง ไม่รั้ง นั่งได้สบาย ใครขี้หนาวควรมีเสื้อหนาวบาง ๆไว้ใส่เวลานั่งปฏิบัติในห้องแอร์ หรือเวลาฝนตก มุ้งหมอน ที่นอนไม่ต้องเอาไป คนขี้หนาวให้เผื่อผ้าห่มส่วนตัวไว้สักผืนบาง ๆ อาหารมีให้ทานทุกวันทุกมื้อ ไม่มีอด ระหว่างการปฏิบัติไม่พูดคุยกัน เพราะจะทำให้ใจฟุ้ง เก็บอารมณ์ไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอเราอาจไปทำความรบกวนกับผู้ที่เขาตั้งใจมาปฏิบัติทำให้เสียสมาธิไปด้วย ข้อควรปฏิบัติย่อ ๆ ก็มีเท่านี้ ผู้ที่สนใจต้องการรู้มากกว่านี้ ให้ไปหาอ่านได้จากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐานและเชาวน์อารมณ์ กับหนังสือ จิตวิทยาของความดับทุกข์ เขียนโดย ศ.นพ.จำลอง ดิษยวณิช ก็จะได้รายละเอียดเพิ่มเติม