เชาวน์ปัญญา (Intelligence)

 

                                    ศ.นพ.จำลอง ดิษยวณิช
                    
                                        ศ.ดร.พริ้มเพรา ดิษยวณิช


           คนที่เคยเห็นชาวเขาปักผ้าเป็นลวดลายอย่างที่เรียกกันว่า ครอสติช (crosstich) ก็จะรู้สึกทึ่งในความสามารถของพวกเขา เพราะชาวเขาเวลาปักผ้าจะปักจากทางด้านหลังของผ้า ที่ไม่มีการวาดลวดลายเตรียมไว้ก่อน แต่จะต้องคิดหรือจำลวดลายนั้น ออกมาเอง มองดูไม่ออกว่าน่าจะเป็นลวดลายอะไร เห็นเป็นแต่เพียงงานปักลายเลอะ ๆ แต่ถ้าพลิกกลับเอาด้านตรงข้าม ที่เป็นด้านหลังมาดูก็จะเห็นเป็นลายปักที่มีลวดลายสลับสีสันงดงาม จะว่าไปแล้วงานปักผ้าของชาวเขาที่มีความคิด ในด้านการออกแบบลวดลาย (design) ลงบนผืนผ้า มีลักษณะที่เรียกว่า geometric folk art เป็นงานศิลปะที่ทรงคุณค่า ได้อย่างหนึ่ง ถ้าจะดูความสามารถจากการปักผ้าของชาวเขาเพียงอย่างเดียวอาจกล่าวได้ว่า ชาวเขาเป็นผู้มีเชาวน์ปัญญาสูง จึงสามารถสร้างงานปักผ้าออกมาได้ในลักษณะของงานศิลปะที่มีคุณค่าได้อย่างมีคุณภาพเช่นนี้
           แต่ถ้าเอาชาวเขามาวัด IQ. โดยให้ทำการทดสอบจากแบบทดสอบที่ใช้วัด IQ. คนธรรมดาทั่วไป ผลการทดสอบอาจ แสดงค่าของ IQ. ที่ไม่สูงอย่างที่คิดไว้ เพราะชาวเขาอาจตอบคำถามธรรมดา ๆ ของคนเมืองไม่ได้ หรือชาวเขาอาจมีแนวคิด ที่แตกต่างไปจากที่คนเมือง หรือคนในที่ราบคิด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ค่า ของ IQ. ที่แสดงออกมาก็อาจจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ความจริงแล้วชาวเขาไม่ได้มีเชาวน์ปัญญาต่ำดังเช่นตัวเลข IQ.ที่แสดงค่าออกมา หรือจะว่าไปแล้วชาวเขาไม่น่าที่จะมี IQ. ต่ำกว่าคนเมือง
           ถ้าเช่นนั้นแล้ว เชาวน์ปัญญาหมายถึงอะไร ?

นิยามของเชาวน์ปัญญา           

มีผู้ให้นิยามคำว่าเชาวน์ปัญญา (intelligence) มากมายหลายคนดังนี้:

          ในปัจจุบันมีนักจิตวิทยารุ่นใหม่ ๆ ที่มีการจัดแบ่งเชาวน์ปัญญาออกไปในด้านต่าง ๆ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional intelligence) หรือเชาวน์อารมณ์ ( Emotional Quotient, EQ.) เชาวน์ปัญญาเชิงปฎิบัติการ (Practical intelligence) และเชาวน์ปัญญาเชิงจริยธรรม (Moral intelligence) อย่างไรก็ตามทฤษฏีใหม่ในปัจจุบันเน้นถึงความสำคัญของเชาวน์ปัญญาเชิงปฏิบัติการ (practical intelligence) ที่ช่วยให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มากกว่าเชาวน์ปัญญาที่ได้รับจากการเรียนรู้ในโรงเรียน (school intelligence)
           ในทางจิตวิทยา เชาวน์ปัญญา (Intelligence) หมายถึงความสามารถที่จะเข้าใจโลกตามความเป็นจริง คิดอย่างมีเหตุผลและใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเผชิญกับการท้าทาย เชาวน์ปัญญายังหมายถึง ความสามารถทางการรู้ การเรียนรู้ ความจำทั้งในอดีตและปัจจุบัน การจัดแนวคิดทั้งในการใช้คำพูดและตัวเลข ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดเชิงนามธรรมเป็นภาษาเขียนหรือคำพูด และการใช้ภาษากลับไป เป็นความคิดเชิงนามธรรมยังรวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์และการสังเคราะห์รูปทรง และการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ อย่างมีความหมายและแม่นยำตามลำดับก่อนหลัง ( พริ้มเพรา ดิษยวณิช, 2543 )
         จากนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเชาวน์ปัญญาเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลเป็นผลรวมของชีวิตที่เกี่ยวกับจิตใจ ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในด้านการรู้หรือประชาน (cognitive ability) พัฒนาการของเชาวน์ปัญญาเกี่ยวข้องกับอิทธิพล ของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม


การวัดเชาวน์ปัญญา

         ราวปี ค.ศ. 1904 รัฐบาลฝรั่งเศสมีความคาดหวังว่าการแบ่งกลุ่มเด็กเรียนช้า เพื่อจัดชั้นเรียนพิเศษจะเป็นประโยชน์กับเด็กกลุ่มนี้มากกว่าที่จะให้เรียน ในชั้นเรียนตามปกติ จึงมีการขอความร่วมมือไปยัง Alfred Binet นักจิตวิทยาเพื่อพัฒนาแบบทดสอบ มาตราในการวัดเชาวน์ปัญญาในระยะเริ่มแรก เป็นการวัดสิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนรู้ หรือความรู้ทั่วไป (general knowledge) เช่น
คำถามเด็กเล็ก - ชี้ที่เท้าของหนู
                    - หยิบดินสอมาให้ฉัน 3 แท่ง ( จากดินสอจำนวนหลาย ๆ แท่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเด็ก )
คำถามเด็กโต - ให้ความหมายคำว่า ตราผลิตภัณฑ์
                    - น้ำขึ้นให้รีบตักหมายความว่าอย่างไร
          Alfred Binet และผู้ร่วมงานคือ Theodore Simon ตั้งคำถามจำนวนมากเพื่อให้เด็กทั้งเรียนดีและเรียนอ่อนในชั้นเรียนตอบ เฉพาะคำถามที่เด็กเรียนดีมักจะตอบได้ ก็ถูกบรรจุลงในแบบทดสอบส่วนท้ายของบรรดาคำถามทั้งหมด เมื่อแบบทดสอบ ทำเสร็จแล้วจะประกอบด้วยคำถามทั้งง่ายและยาก เป็นคำถามที่กว้างและครอบคลุมในสิ่งที่เด็กทั่วไปทุกคนควรรู้ และถ้าเป็นเด็กเก่งก็จะตอบได้มากกว่าเด็กอ่อน สิ่งที่ Binet ทำนั้นเป็นการทำนายผลของการกระทำในโรงเรียนของเด็กนักเรียน อาจกล่าวได้ว่าเขาได้ทำการสร้าง criterion validity ในการทดสอบ เขาปฏิเสธว่า แบบทดสอบของเขาไม่ได้วัดสิ่งที่เรียกว่า โครงสร้างทางทฤษฎี (theoretical construct) ที่ในปัจจุบันนี้เรียกว่า construct validity
          เด็กโตรู้มากกว่าเด็กเล็ก ในแบบสอบถามความรู้ทั่วไป เด็กเรียนอ่อนอายุ 13 ปี ควรที่จะตอบคำถามได้ถูกต้องมากกว่าเด็กเรียนดีอายุ 6 ปี Binet และ Simmon สร้างชุดแบบสอบถามย่อย (subtest) แต่ละชนิดประกอบด้วยคำถามที่เด็กทั่วไปตามเกณฑ์อายุนั้น ๆ ควรที่จะทำได้อย่างถูกต้อง คะแนนรวมสุดท้ายที่ได้จากการทดสอบเรียกว่า อายุสมอง (Mental Age) เช่นอายุสมองมีคะแนนเท่ากับ 12 หมายความว่าเด็กสามารถทำสิ่งต่าง ๆ (performed) ได้เท่ากับเด็กทั่วไปอายุ 12 ปี
          แน่นอนว่าเด็กอ่อนจะได้คะแนนของอายุสมอง (mental age) ต่ำกว่าคะแนนที่ควรจะได้ ที่เรียกว่าอายุจริง หรืออายุตามปฏิทิน(chronological age) ดังนั้นเด็กอ่อนจะได้คะแนนของ MA. ต่ำกว่า CA. และเด็กเก่งจะได้คะแนนของ MA. สูงกว่า CA.

The Intelligence Quotient (IQ.) คืออะไร?
          ต่อมา Lewis Terman แห่งมหาวิทยาลัย Stanford สหรัฐอเมริกาได้ทำการปรับปรุงแบบทดสอบของ Binet และ Simon ในปีค.ศ. 1916 และใช้ชื่อแบบทดสอบว่า Stanford-Binet Test แบบทดสอบนี้ได้รับการปรับปรุงอีกหลายครั้ง จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
         Terman นำความคิดเรื่อง ดัชนี (Index) ของเชาวน์ปัญญาซึ่งได้รับการเสนอแนะมาจาก นักจิตวิทยาชาวเยอรมันชื่อ William Stern (1917-1938) ดัชนีนี้คือ Intelligence Quotient หรือที่นิยมเรียกย่อว่า IQ. เป็นการแสดงค่าของอัตราส่วน (ratio) ของอายุสมอง Mental Age (MA) กับอายุจริงนับตามวันเดือนปีเกิด Chronological Age (CA) ดังนี้คือ

MA
IQ. = ___________ x 100

CA

         100 ที่นำมาคูณเพื่อ IQ จะได้มีค่าเป็นจำนวนต็ม ไม่ติดทศนิยม ถ้า
                  น้องบอย มี CA เท่ากับ 5และมี MA เท่ากับ 5 น้องบอยมี IQ เท่ากับ 100
                  น้องกิฟ มี CA เท่ากับ 5และมี MA เท่ากับ 7 น้องกิฟมี IQ เท่ากับ 140
                  น้องนัทมี CA เท่ากับ 5 และมี MA เท่ากับ 4 น้องนัทมี IQ เท่ากับ 80

         การแปลความหมายของ IQ. การจำแนกIQ.โดยใช้ลักษณะของโค้งปกติเพื่อการแจกแจงมีลักษณะเช่นเดียวกับ ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างบุคคลหลาย ๆ ชนิดเช่น น้ำหนัก หรือ ความสูง ก็จะใช้โค้งปกติรูปทรงกระดิ่ง เพื่อการจำแนกแจกแจง (bell-shaped normal distribution curve)

จากรูปนี้จะเห็นได้ว่า IQ. 100 เป็นค่าของ IQ. ปกติของคนทั่วไปอยู่ที่กึ่งกลางของรูปทรงกระดิ่ง

         David Wechsler ได้ทำการจำแนกเชาวน์ปัญญาคนทั่วไปดังนี้

INTELLIGENCE CLASSIFICATIONS

IQ.
Classifications
% Included
130 and +
Very Superior
2.2
120-129
Superior
6.7
110-119
Bright Normal
16.1
90-109
Average
50.0
80- 89
Dull Normal
16.1
70- 79
Borderline
6.7
69 and -
Mental Defective
2.2

ความแตกต่างเชิงเชาวน์ปัญญา

ปัญญาอ่อน (Mental Retardation, MR)

         Mental Retardation (MR) หมายถึง สภาวะที่การทำหน้าที่ทางเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับความบกพร่องในพฤติกรรมเกี่ยวกับการปรับตัว (adaptive behavior).
         ตามเกณฑ์ (criteria) ของ DSM IV (ปัญญาอ่อนมีจำนวน 3% ของการเกิดและ 1% ของจำนวนประชากร ปริมาณของเพศชาย:หญิง = 1.5 : 1
         การจัดจำแนก IQ. ของบุคคลปัญญาอ่อนตามการจำแนกโรคทางจิตเวช DSM IV เป็นดังนี้

ระดับ IQ.
การจัดจำแนกระดับเชาวน์ปัญญา
%
55-69
ปัญญาอ่อนเล็กน้อย (Mild mental retardation)
85 %
40-54
ปัญญาอ่อนปานกลาง (Moderate mental retardation)
10 %
25-39
ปัญญาอ่อนมาก (Severemental retardation)
3-4 %
25-
ปัญญาอ่อนต่ำสุด (Profoundmental retardation)
1-2 %

          ปัญญาอ่อนที่รุนแรง (severity) และไม่สามารถจำแนกได้ (unspecified) เมื่อมีลักษณะที่เด่นชัดว่า เป็นปัญญาอ่อนและไม่สามารถทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบของคนปกติได้ คนกลุ่มนี้ควรจัดการศึกษาพิเศษให้
         ตามการจัดจำแนกข้างบนนี้ จำนวน 85 % ของบุคคลปัญญาอ่อนจัดอยู่ในประเภทปัญญาอ่อนเล็กน้อย มี IQ. ระหว่าง 55-69 สามารถเรียนจบชั้นประถมปลาย เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่สามารถทำงานช่วยเหลือตนเอง มีครอบครัว และประกอบอาชีพ มีรายได้จากงานง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความสามารถมากนัก
         10 % ของบุคคลปัญญาอ่อนจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาอ่อนปานกลาง (Moderate type) IQ. 40-54 แม้ว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถให้การฝึกหัดได้ เรียนจบชั้นประถมต้นได้ แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีความบกพร่องของพฤติกรรมการปรับตัว ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่แรกเกิดว่ามักมีสิ่งที่ผิดปกติไปจากเด็กทั่วไป ทักษะในการใช้ภาษาและการเคลื่อนไหวช้ากว่าเด็กรุ่นเดียวกัน คนกลุ่มนี้พอจะช่วยเหลือตนเองได้แต่ก็ต้องการการดูแลเป็นพิเศษในสถาบันที่จัดให้โดยเฉพาะ
         3-4 % ของบุคคลจัดว่าเป็นปัญญาอ่อนมาก (Severe type) IQ. 25-40 การเรียนรู้ช้ามาก
         1-2 % ของบุคคลปัญญาอ่อนเป็นพวกปัญญาอ่อนต่ำสุด (Profound type) IQ. ต่ำกว่า 25
         ทั้งสองกลุ่มนี้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีความบกพร่องของพฤติกรรมการปรับตัวหลายด้านเช่น ขาดทักษะในการใช้ภาษา มีปัญหาในเรื่องของการพูดออกเสียง การควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ดีอย่างมาก หรือแม้แต่การควบคุมการขับถ่าย ต้องมีผู้ให้การดูแลเอาใจใส่เสมือนเป็นเด็กเล็ก ควรให้อยู่ในสถาบันตลอดชีวิต

สาเหตุของปัญญาอ่อน

         จำนวน 1 ใน 3 ของปัญญาอ่อนพบว่าเป็นพวก ดาว์นซินโดรม (Down Syndrome) ในสมัยก่อนมีชื่อเรียกว่า มองโกลิซึม (Mongolism) เพราะคนกลุ่มนี้จะมีใบหน้าเหมือนคนเอเชียในแถบมองโกเลีย สาเหตุของปัญญาอ่อน Down syndrome เกิดจากโครงสร้างของโครโมโซมที่ผิดปกติ คือเป็นแบบtrisomy 21(Oberle et al., 1991; Yu et al., 1991) การคลอดที่มีปัญหาเช่นเด็กขาดออกซิเจนระหว่างคลอดก็จะทำให้เป็นปัญญาอ่อนได้
         ส่วนใหญ่ของปัญญาอ่อนได้รับการจำแนกว่าเป็น Familial retardation เป็นปัญญาอ่อนที่มีประวัติว่ามีบุคคลในครอบครัว เป็นปัญญาอ่อนมาก่อน แต่ไม่พบหลักฐานจากสาเหตุทางชีวภาพ (biological cause) เช่นการคลอดที่ผิดปกติหรือ ความผิดปกติจากโครโมโซมดังกล่าวมาแล้ว สาเหตุของ Familial retardation อาจเกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเช่น ความยากจนอย่างรุนแรงที่เกิดติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะทุโภชนาการ หรืออาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ไม่มีใครบอกได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่ลักษณะเฉพาะของ Familial retardation จะต้องมีคนปัญญาอ่อนในครอบครัวมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป
         ในราว 20 ปีที่ผ่านมามีกฎหมายของสหรัฐเมริกา คือ public law 94-142 ว่าด้วยการให้การศึกษากับบุคคลปัญญาอ่อน ในสถาบันที่จัดไว้ให้ แต่เมื่อสังคมมีความเจริญมากขึ้นกฎหมายได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เด็กปัญญาอ่อน ได้มีโอกาสเรียน ในชั้นเรียนปกติกับเด็กทั่วไปมากขึ้น โปรแกรมนี้เรียกว่า mainstreaming เพื่อเป็นการให้เด็กปัญญาอ่อนมีโอกาส ในด้านสังคมและมีการเรียนรู้ที่กว้างมากขึ้น
         ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง mainstreaming คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กปัญญาอ่อนกับเด็กปกติในชั้นเรียนทั่วไปจะ เพิ่มโอกาส ของการเรียนรู้สำหรับเด็กปัญญาอ่อน เพิ่มการยอมรับทางสังคม และช่วยให้เด็กสามารถเข้ากับสังคมปกติได้ดียิ่งขึ้น

เด็กปัญญาดีพิเศษ (The Intellectually Gifted)

         ในขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่งมีปัญหาเรื่อง IQ ต่ำ จะมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งมีความแตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไปคือ เป็นเด็กปัญญาดีพิเศษ มีจำนวน 2-4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่มี IQ. สูงกว่า 130 มักพบว่ามีปัญหาในด้านทำอะไรช้า ขี้อาย ไม่ถนัดในการเข้าสังคม อยู่ในกลุ่มเพื่อนไม่ค่อยได้ แต่มีงานวิจัยบางฉบับกล่าวคัดค้านว่า เด็กปัญญาดีพิเศษนี้ชอบออกสังคม ปรับตัวได้ดี เป็นคนที่ได้รับความนิยมสูง สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนปกติทั่วไป (Stanley, 1980; Horowitz & O’Brien,1987)
         ตัวอย่างของการศึกษาระยะยาว (Longitudinal studies) โดย Lewis Terman เริ่มในปี ค.ศ. 1920 ใช้เวลาในการศึกษานานถึง 60 ปี เก็บข้อมูลจากเด็กจำนวน 1500 คน ที่มี IQ.สูงกว่า 140 เมื่อเริ่มศึกษาพบว่าสมาชิกของกลุ่มตัวอย่างนี้มีสุขภาพร่างกายดี มีความสามารถทางการศึกษาและการเข้าสังคม ได้ดีกว่าเด็กปกติทั่วไป ทางด้านการเจริญเติบโตทั่วไปของร่างกายดีกว่าแข็งแรงสมบูรณ์กว่า สูงกว่า และน้ำหนักดีกว่าเด็กปกติ ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีผลการเรียนที่ดี ในด้านสังคมยังแสดงถึงการปรับตัวที่ดี และประสบความสำเร็จในวิชาชีพ เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลและเป็นที่ยอมรับ มีรายได้สูง มีความสนใจในด้านงานศิลปะและวรรณคดี รายงานที่ได้รับบอกว่า เขาต่างมีความพอใจในชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ใช่ปัญญาดีพิเศษ
         ในทางตรงข้าม ภาพของผู้มีปัญญาดีพิเศษมิไช่ว่าจะอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกเสมอไป ไม่ทุกคนที่ Terman ทำการศึกษาแล้วพบว่าเขาเหล่านั้นล้วนแต่ประสบความสำเร็จ แต่ความจริงแล้วบางคนก็ล้มเหลว งานวิจัยแสดงออกมาว่า คนที่มีเชาวน์ปัญญาสูงไม่ได้มีลักษณะที่เหมือนกันหมด (homogeneous quality) คนที่มี IQ. สูงไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิเศษในทุกสาขาวิชา เขาอาจมีความสามารถเหนือกว่าในบางอย่างเท่านั้น (Stanley, 1980; Sternberg & Davidson, 1986) ดังนั้น IQ. ที่สูงไม่ได้ประกันความสำเร็จไปเสียทุกสิ่ง
         ในขณะที่มีการจัดโปรแกรมพิเศษสำหรับกลุ่มปัญญาอ่อน เมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีโปรแกรมพิเศษสำหรับกลุ่มปัญญาดีพิเศษเพื่อที่จะดึงเอาความสามารถที่มีอยู่ในตัวของพวกเขาเหล่านั้นออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด Reis และ Borland ต่างก็ทำการศึกษาในปี 1989 และทั้งสองคนก็พบสิ่งที่เหมือนกันคือ ถ้าไม่ให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษแล้ว กลุ่มปัญญาดีพิเศษนี้ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คับข้องใจต่อสภาพของโรงเรียนและไม่สามารถแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มกำลัง

อิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
         มนุษย์มีความแตกต่างกันในเรื่องเชาวน์ปัญญา แต่จะแตกต่างกันมากน้อยอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับพันธุกรรมที่เป็น ส่วนหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนทุนเดิมที่แต่ละคนได้รับมา และที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งนั้นคือสิ่งแวดล้อมที่เลี้ยงดูอบรมเขาเหล่านั้น มาด้วยเช่นกัน อิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและกล่าวถึงเป็นระยะเวลาอันยาวนานว่า อย่างไหนจะมีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญามากกว่ากัน

ความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและเชาวน์ปัญญา
          ส่วนใหญ่แล้วการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและเชาวน์ปัญญามักเป็นการหาค่าสหสัมพันธ์ (correlation) จากการสำรวจรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการวัด IQ. จำนวน 111ฉบับ ข้อมูลแสดงค่าสหสัมพันธ์เฉลี่ย (average correlation coeffients) ของคะแนน IQ. กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวที่มีลักษณะต่างกัน โดยทั่วไปเป็นการชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวที่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมสูง จะมีค่าของสหสัมพันธ์ของ IQ. สูงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ค่าสหสัมพันธ์เฉลี่ยของความสัมพันธ์ระหว่าง IQ. ของพ่อแม่กับลูกของตนเองเท่ากับ .50 แต่ค่าสหสัมพันธ์เฉลี่ย IQ.ของพ่อแม่กับลูกที่รับมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเท่ากับ .25
         ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน (identical twins) ได้รับอิทธิพลของพันธุกรรมเหมือนกัน ค่าสหสัมพันธ์ของ IQ. จะสูงถึง .90 ส่วนIQ. ของฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ (Fraternal Twins) จะมีค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ .55 เกี่ยวกับพันธุกรรมแล้วฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ จะมีลักษณะไม่ต่างกับพี่น้องที่ไม่ได้เป็นฝาแฝดกัน
          ถึงแม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดเชาวน์ปัญญาที่มีอิทธิพลอย่างมากก็ตาม แต่สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูก็มีอิทธิพลไม่ด้อยไปกว่ากัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า พี่น้องที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวเดียวกันค่าสหสัมพันธ์ของ IQ. จะสูงกว่าพี่น้องที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแยกกัน ( ต่างสิ่งแวดล้อม ) การศึกษานี้เป็นเครื่องชี้ถึงอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อเชาวน์ปัญญา

อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
         มีความแตกต่างกันของศักยภาพทางพันธุกรรมกับการเลี้ยงดูภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ได้แก่สิ่งแวดล้อมที่ขาดแคลน สิ่งแวดล้อมปานกลางและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์มีการดูแลที่ดี ในแต่ละกรณีคือ สิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ส่งผลให้มี IQ. สูง และสิ่งแวดล้อมขาดแคลนทำให้ IQ. ต่ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละบุคคล คนที่มีศักยภาพสูง มีความสามารถสูง เมื่ออยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ จะพัฒนา IQ. ได้ดี แต่ศักยภาพนั้นจะลดต่ำลง ถ้าอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ขาดแคลน (ทำให้ IQ. ลดลง) Weisman (1966), Scarr-Salapatex (1971) จึงกล่าวได้ว่าสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลสูง ต่อเด็กที่มี IQ. ตั้งแต่เกณฑ์เฉลี่ยขึ้นไป
          สิ่งแวดล้อมที่กำหนดศักยภาพทางเชาวน์ปัญญา ได้แก่ อาหาร สุขภาพ คุณภาพของสิ่งเร้า บรรยากาศทางด้านอารมณ์ภายในครอบครัวและชนิดของพฤติกรรมที่มีการป้อนกลับ ถ้าเด็กสองคนที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน เด็กที่ได้รับอาหาร การกระตุ้นเร้าทางปัญญา และมีความมั่นคงทางอารมณ์ภายในครอบครัวภายใต้ภาวะทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด จะมี IQ. สูงกว่า คะแนนในชั้นเรียนก็สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับสิ่งกระตุ้นเร้าที่ดีดังกล่าว
         การศึกษานี้แสดงว่าสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมมีผลต่อความแตกต่างของ IQ. ในช่วงเกิดจนกระทั่งเข้าเรียน
         ในขณะนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม อย่างไหนจะมีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญามากกว่ากัน ปัญหาในขณะนี้อยู่ที่ว่าหากทำการทดลองโดยนำทารกไปเลี้ยงดูภายใต้ภาวะสิ่งแวดล้อมที่ขาดแคลนหรืออุดมสมบูรณ์เพื่อนำมาเปรียบเทียบศึกษาในงานวิจัยโดยไม่กระทบกับปัญหาจริยธรรมแล้วจะทำได้อย่างไร ?
          มีคำถามมากกว่านั้นว่า ไม่ว่าพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกำหนดเชาวน์ปัญญาแล้ว จะมีอย่างอื่นที่นอกเหนือไปจากนี้อีกบ้างไหมที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงต่อพัฒนาการทางด้านเชาวน์ปัญญาของแต่ละบุคคล และสามารถที่จะนำไปสู่ศักยภาพที่สูงขึ้น

การป้องกันและการรักษา (Prevention and Treatment)

ก. ขั้นปฐมภูมิ (กับพ่อแม่)
         1. ให้การศึกษาแก่ประชาชน เกี่ยวกับสาเหตุและการรักษาภาวะเชาวน์ปัญญาอ่อน
         2. โครงการด้านสังคมและเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาความยากจน ที่อยู่อาศํย การฝึกงาน บริการเกี่ยวกับการศึกษา
         3. ด้านการแพทย์ เกี่ยวกับการคลอดและการดูแลทารก
         4. การแนะแนวเกี่ยวกับกรรมพันธุ (Genetic counseling).

ข. ขั้นทุติยภูมิ (กับเด็ก)
         1. การเสาะหาและการรักษา phenylketonuria, galactosemia, hypothyroidism และ aminoaciduria.
         2. ให้การรักษาทันท่วงทีสำหรับ bacterial meningitis, lead poisoning, subdural hematoma, hydrocephaly, craniosynostosis และ epilepsy.
         3. การรับรู้เด็กที่มีความบกพร่อง เช่น ความบกพร่องทางการรับรู้และการเคลื่อนไหว ความยากลำบากในการอ่านหนังสือ การคิดเลข หรือการเขียน ความแปรปรวนเกี่ยวกับช่วงของความสนใจ หรือ aphasias.
         4. รีบให้การรักษาเด็กที่ขาดการกระตุ้นจากวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างทันท่วงที

ค. ขั้นตติยภูมิ ( กับเด็กและพ่อแม่ )
         1. การรักษาปัญหาทางพฤติกรรม และบุคลิกภาพ ด้วยจิตบำบัดเฉพาะตัวหรือกลุ่ม การรักษาด้วยสิ่งแวดล้อม (milieu therapy) และยา
         2. การแนะแนวแก่พ่อแม่ รวมทั้งการประคับประคอง การแนะนำ การช่วยเหลือเกี่ยวกับกิจกรรมในบ้าน การไปพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด กิจกรรมกลุ่ม
         3. การให้อยู่ในสถาบันชั่วคราว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ การฝึกหัด การเรียน การรักษา และการดูแลเด็กที่อยู่ที่บ้านไม่ได้
         4. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านอาชีพ โดยเน้นเกี่ยวกับการฝึกอาชีพที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล จัดสถานที่สำหรับการฝึกให้ในระยะแรก
         5. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อแก้ความพิการทางร่างกายบางอย่างที่เกิดร่วมกับภาวะเชาวน์ปัญญาอ่อน
         6. ให้การศึกษาพิเศษ (special education) พอจะแบ่งเด็กเหล่านี้ได้เป็น 2 พวกคือ เด็กเชาวน์ปัญญาอ่อนที่ฝึกหัดได้ (trainable retarded children) มี IQ.30-49 เด็กกลุ่มนี้เรียนหนังสือได้ช้า แต่สามารถให้การฝึกหัดได้เกี่ยวกับการพูด การช่วยเหลือตนเอง การทำกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันและการเข้าสังคม IQ.50-69 สามารถเรียนหนังสืออ่านออกเขียนได้ หลักสูตรในการสอนต้องจัดแบบง่ายและค่อยเป็นค่อยไป ทำงานช่วยเหลือตนเองประกอบอาชีพที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและมีครอบครัวได้ เด็กที่มีความพิการเกี่ยวกับสมอง ยิ่งต้องจัดการเรียนการสอนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

                                                                                                 ศ.นพ.จำลอง ดิษยวณิช
                                                                                                           ศ.ดร.พริ้มเพรา ดิษยวณิช

หนังสืออ่านประกอบ

    1. จำลอง ดิษยวณิช. วิปัสสนากรรมฐานและเชาวน์อารมณ์. เชียงใหม่: โรงพิมพ์แสงศิลป์, 2543.
    2. Morris C.G.Psychology. New Jersey: Prentice-Hall, Inc., 1990.
    3. Feldman R.S. Essential of Understanding Psychology. New York: McGraw-Hill,Inc., 1994.
    4. Sadock B.J., Sadock V.A. Concise Textbook of Clinical Psychiatry. Philadelphia: Lippincott Williams&Walkins, 2004