อารมณ์ (Emotion)

ศ.ดร.พริ้มเพรา ดิษยวณิช

เอกสารประกอบการบรรยาย
วิชา พฤติกรรมศาสตร์ 304202


     อารมณ์เป็นพลังที่ทรงอำนาจอย่างหนึ่งของมนุษย์ อารมณ์อาจเป็นต้นเหตุของสงคราม อาชญากรรม ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติ และความขัดแย้งอื่นๆ อีกหลายชนิดระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ในทางตรงกันข้าม อารมณ์เป็นน้ำทิพย์ของชีวิต ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสวยสดงดงามและน่าอภิรมย์ ความรัก ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความพอใจ หรือความตลกขบขันล้วนแต่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความหมายทั้งสิ้น
     อารมณ์มีความสำคัญเช่นเดียวกับการจูงใจดังได้กล่าวแล้ว อารมณ์คืออะไร? อารมณ์คือ หลายสิ่งหลายอย่าง ในทัศนะหนึ่ง อารมณ์ คือ สภาวะของร่างกายซึ่งถูกยั่วยุ จนเกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายๆ อย่าง เช่น ใจสั่น, ชีพจรเต้นเร็ว, การหายใจเร็วและแรงขึ้น, หน้าแดง เป็นต้น ในอีกทัศนะหนึ่ง อารมณ์ คือความรู้สึกซึ่งเกิดขึ้นเพียงบางส่วนจากสภาวะของร่างกายที่ถูกยั่วยุ อาจเป็นความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ อารมณ์ยังเป็นสิ่งที่คนเราแสดงออกมาด้วยน้ำเสียง คำพูด สีหน้า หรือท่าทาง ประการสุดท้ายอารมณ์เป็นได้ทั้ง แรงจูงใจ หรือเป้าประสงค์ ถ้าเป็นอารมณ์ที่น่าพึงพอใจก็เป็นเป้าประสงค์เชิงนิยต (บวก) ถ้าไม่น่าพึงพอใจก็เป็นเป้าประสงค์เชิงนิเสธ (ลบ) ในแง่ของศัพท์บัญญัติ บางท่านใช้คำว่า “อาเวค” หรือ “ความสะเทือนใจ” แทน “อารมณ์”
     แรงจูงใจและอารมณ์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด บ่อยครั้งความโกรธเป็นผู้เร่งเร้าพฤติกรรมทางก้าวร้าว แม้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีความโกรธ อารมณ์สามารถกระตุ้น (activate) และชี้นำ (direct) พฤติกรรม ในทำนองเดียวกันกับแรงจูงใจทางชีวภาพหรือทางจิตใจ อารมณ์อาจเกิดร่วมกับพฤติกรรมที่ถูกจูงใจ ความรู้สึกทางเพศมิได้เป็นแต่เพียงแรงจูงใจที่ทรงอานุภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นตอของความพอใจอย่างยิ่งด้วย อารมณ์สามารถเป็นเป้าประสงค์ เราทำกิจกรรมบางอย่าง เพราะเรารู้ว่ามันจะนำความพึงพอใจมาให้

ความแตกต่างระหว่างอารมณ์กับการจูงใจ
(Differences between emotion and motivation)

     ว่ากันตามความจริงแล้ว ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างอารมณ์และการจูงใจ หลักพื้นฐานที่สุดในการแบ่งแยกสิ่งสองสิ่งนี้คือ อารมณ์มักจะถูกยั่วยุโดยสิ่งเร้าภายนอกและการแสดงออกของอารมณ์จะมุ่งไปที่สิ่งเร้าในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามแรงจูงใจมักจะถูกยั่วยุโดยสิ่งเร้าภายใน และโดยธรรมชาติจะมุ่งไปที่วัตถุบางอย่างในสิ่งแวดล้อม (เช่น อาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม) อย่างไรก็ตามในบางครั้งเราไม่อาจแยกความแตกต่างเช่นนี้ได้ ตัวอย่าง เหตุกระตุ้นใจบางอย่าง เช่น การเห็นหรือการได้กลิ่นอาหารที่อร่อย สามารถกระตุ้นให้เกิดความหิวทั้งๆ ที่ไม่มีสิ่งเร้าเกี่ยวกับความหิวจากภายใน สิ่งเร้าภายในเช่น การขาดอาหารอย่างรุนแรงสามารถเร่งเร้าให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดและก้าวร้าวได้

อารมณ์และสมอง (Emotion and brain)

     สมองมีหน้าที่ควบคุมและยั่วยุลักษณะเฉพาะทางสรีรวิทยาของอารมณ์ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ คือ ระบบประสาทเสรี (autonomic nervous system) ทั้ง sympathetic และ parasympathetic divisions ระบบประสาทส่วนนี้ถูกควบคุมโดยศูนย์ต่างๆ ในสมอง ผู้ที่ได้ทำการทดลองเป็นคนแรกคือ Cannon และ Bard (1928) โดยใช้แมวและสุนัข ตอนแรกได้พยายามเอา cerebral cortex ออกหมด พบว่า threshold of irritability ลดลง แต่สัตว์ยังสามารถแสดงอารมณ์ได้ ต่อมาเอา cortex และ thalamus ออกไป การแสดงออกของอารมณ์ยังคงมีอยู่ สุดท้ายเมื่อเอา hypothalamus ออก พฤติกรรมทางอารมณ์จะหายไปจึงเชื่อว่า hypothalamus เป็นศูนย์กลางที่สำคัญสำหรับการรวมหน่วยของพลังกระทบทางอารมณ์ต่างๆ การกระตุ้นกระแสไฟฟ้าที่สมองส่วนนี้ทำให้เกิดความกลัวหรือความโกรธในสัตว์ได้
     Hypothalamus เกี่ยวข้องกับอารมณ์สามทางด้วยกันคือ 1) neural impulse จาก receptor ผ่าน receptor ผ่าน hypothalamus หรืออาจอยู่แนบชิดส่วนนี้ เมื่อเดินทางไปสู่ cortex 2) neural impulse จาก cortex ผ่านมาที่ hypothalamus ในสถานการณ์บางอย่าง เช่น ความคิด ความจำ การตัดสินใจ เป็นต้น อาจมีการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมใน hypothalamus และ 3) neural impulse อาจถูกส่งจาก hypothalamus ไปยังกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ

ระบบลิมบิกและอารมณ์ (Limbic system and emotion)

     James Papez มีทรรศนะว่า limbic lobe ก่อให้เกิดวงจรซึ่งพลังกระทบทางอารมณ์ (emotional impulse) ที่เกิดภายใน hypothalamus สามารถเดินทางไปสู่ cerebral cortex และโดยนัยเดียวกัน cerebral cortex ก็สามารถปรับสภาวะทางอารมณ์ได้ที่ระดับของ hypothalamus วงจรนี้เรียกว่า Papez circuit นอกจากนั้น limbic lobe ยังมีบทบาทสำคัญอันดับแรกในกระบวนการและการรวมหน่วยของสัญชานที่เกี่ยวกับการรู้ (cognitive perceptions) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในบริเวณ cerebral cortex และพลังกระทบทางสัญชาติญาณ (instinctual impulses) ที่ออกมาจาก hypothalamus. Papez ได้เสนอแนะอย่างจำเพาะเจาะจงว่ารายละเอียดจาก hypothalamus จะถูกนำจาก mammillary bodies ไปยัง anterior thalamic neucleus โดย mammillothalamic tract และหลังจากนั้นก็จะไปสู่ cingulate gyrus ซึ่งการรวมหน่วยกับรายละเอียดจาก cerebral cortex จะถูกนำจาก cingulated gyrus ไปสู่ hippocampal formation และจากที่นี้ก็จะผ่าน fornix ไปสู่ mammillary bodies อีกทอดหนึ่ง ( ดูรูปที่ 1)

     รูปที่ 1 วงจรกระแสประสาทของ limbic system ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ เส้นหนาแสดงให้เห็นถึงวงจรเดิมที่ Papez เป็นผู้เสนอไว้ ส่วนเส้นบางบ่งถึงการเชื่อมโยงของส่วนต่าง ๆ ที่ MacLean เป็นผู้เสนอขึ้นภายหลัง ( จาก Kandel ER, Schwartz JH. Jessel TM eds: Principle of Neural Science. New York, Elsevier, 1991)

     ต่อมา Paul MacLean ได้แนะนำว่าโครงสร้างอื่น ๆ ควรจะรวมเข้าไว้ใน limbic system ด้วย สิ่งเหล่านี้ได้แก่ amygdala, septum, nucleus accumbens (ส่วนของ striatum ใน basal ganglia), ส่วนของ hypothalamus anterior to mammillary bodies และ orbitofrontal cortex ( ส่วนของprefrontal และ limbic association cortices )
     นิวเคลียสของ limbic system สมัยดั้งเดิมยังรวมถึง hypothalamus, amygdala, cingulate gyrus, septal neuclei และ hippocampus (รูปที่ 2 ) นิวเครียสเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความจำ จินตภาพทางตา (visual imagery) ความรู้สึกทางเพศ (sexuality) การแสดงออกและการกำหนดรู้ด้านต่าง ๆ ของอารมณ์ซึ่งรวมเรื่องความรัก ความเสียใจ ความเศร้าโศก ความซึมเศร้า ความกลัว ความก้าวร้าว ความโกรธ ความพอใจ ความสุข ความครื้นเครง และยังรวมแม้แต่ความรู้สึกปีติทางเพศและ ศาสนา (sexual and religious ecstasy)

     รูปที่ 2 ภาพกึ่งกลางของสมองแสดงส่วนของ limbic ซึ่งประกอบด้วย primitive cortical tissue (บริเวณที่เห็นเป็นจุด ๆ) ที่อยู่ล้อมรอบก้านสมองส่วนบน ส่วนที่รวมอยู่ใน limbic lobe ด้วย ได้แก่ hippocampus และ dentate gyrus ในภาพนี้เห็นส่วนของ temporal lobe ชัดเจน (จาก Kandel ER, Schwartz JH. Jessell TM eds: Principles of Neural Science. New York , Elsevier, 1991)

องค์ประกอบของอารมณ์ (The components of emotion)

         การตอบสนองทางอารมณ์ ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
     1. ปฏิกิริยาทางอารมณ์ (emotion action) เช่น การวิ่งหนีจากสิ่งที่เรากลัว
     2. การตอบสนองทางระบบประสาทอิสระ (autonomic responses) เช่น หัวใจเต้นแรงขึ้นและเหงื่อออก บริเวณฝ่ามือเมื่อตกใจกลัว
     3. พฤติกรรมที่แสดงออกมา (expressive behavior) เช่น การยิ้ม หน้านิ่วคิ้วขมวด
     4. ความรู้สึก (feelings) เช่น ความโกรธ ความปีติ ความเศร้าโศก
     การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นระหว่างที่อามรณ์รุนแรงเป็นผลจากการกระตุ้น sympathetic division ของระบบประสาทเสรีเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉิน
     ปัจจุบันเชื่อว่า ระบบประสาทส่วนกลางของการตอบสนองทางอารมณ์ (emotional responses) ถูกควบคุมโดย cerebral cortex และ limbic system ซึ่งประกอบด้วย thalamus, hypothalamus, amygdala และ hippocampus
     อารมณ์ยังขึ้นอยู่กับสารส่งต่อ พลังประสาท (neurotransmitters) ในสมองปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า “อาการซึมเศร้า” (depression) เกี่ยวข้องกับระดับของ norepinephrine (NE) ที่ลดลง ยาที่ทำให้ระดับของ NE ลดลง จะทำให้เกิดอาการซึมเศร้า ส่วนยาต้านซึมเศร้า (antidepressants) ทำให้ระดับของ NE สูงขึ้น

การตอบสนองทางสรีรวิทยา (Physiological responses)

     เมื่อประสบกับอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ความกลัว หรือความโกรธ เรารู้ตัวว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็วขึ้น ปากและคอแห้ง กล้ามเนื้อตึง เครียด เหงื่อออก แขนขาสั่น แน่นและอึดอัดในท้อง ส่วนใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นระหว่างอารมณ์รุนแรงเป็นผลจากการกระตุ้น sympathetic division ของระบบประสาทเสรี เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับภาวะฉุกเฉิน การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาเมื่ออารมณ์เกิดขึ้นมีดังนี้
     1. ความต้านทานทางกระแสไฟฟ้า (electrical resistance) ของผิวหนังลดลง ความต้านทานของผิวหนังเช่นนี้บางทีเรียกว่า galvanic skin response (GSR)
     2. ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ปริมาตรของเลือดในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป
     3. หัวใจเต้นเร็วขึ้น บางรายอาจมีอาการเจ็บแปลบที่บริเวณหัวใจ
     4. การหายใจเร็วและแรงขึ้น
     5. รูม่านตาขยายทำให้แสงตกลงไปบนจอภาพ (retina) มากขึ้น
     6. การหลั่งของน้ำลายลดลง ทำให้รู้สึกคอแห้ง
     7. ขนลุกชัน (goose pimples)
     8. การเคลื่อนไหวของกะเพาะและลำไส้ ลดลงหรือหยุดไปเลย เลือดจะเปลี่ยนทิศทางจากกระเพาะและลำไส้ไปยังสมองและกล้ามเนื้อลาย
     9. กล้ามเนื้อตึงหรือกระตุก
     10. มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนประกอบของเลือดที่เห็นชัดที่สุดคือระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เพื่อทำให้พลังงานเพิ่มมากขึ้น

     เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้น sympathetic system จะกระตุ้นอินทรีย์เพื่อให้มีพลังงานออกมา      เมื่ออารมณ์ลดลง parasympathetic system ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบอนุรักษ์พลังงาน energy-conserving system) จะทำงานแทนและทำให้อินทรีย์กลับคืนสู่ภาวะปกติ ทฤษฎีของอารมณ์ (theories of emotion)

1. James-Lange theory ดูรูปที่ 3

รูปที่ 3

     William James นักจิตวิทยาที่มีชื่อเชื่อว่าปัจจัยที่สำคัญในอารมณ์ที่เรารู้สึก คือ ผลสะท้อน (feedback) จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ทำให้ตกใจหรือไม่สบายใจ เข้าทำนอง “เรากลัวเพราะเราวิ่งหนี” “เราโกรธเพราะเราทุบตีเขา” นักสรีรวิทยาชาวเดนมาร์ก ชื่อ Carl – Lange มีแนวความคิดแบบเดียวกันและในเวลาใกล้เคียงกัน ทฤษฎีนี้จึงมีชื่อว่า James – Lange theory

2. Cannon’s Theory ดูรูปที่ 4

รูปที่ 4

     นักสรีรวิทยาชื่อ Walter Cannon มีความเห็นขัดแย้งหลายอย่างกับทฤษฎีแรก ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า
     1. การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายดูเหมือนว่าไม่แตกต่างกันมากนัก จากการที่สภาพอารมณ์อย่างหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง แม้จะมีความจริงว่าเราในฐานะบุคคลหนึ่ง มักรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าเรากำลังประสบกับอารมณ์ชนิดไหน
     2. อวัยวะภายในเป็นโครงสร้างที่ไม่ค่อยมีความไหวเร็วมากนัก และมีเส้นประสาทมาเลี้ยงไม่ค่อยดี และการเปลี่ยนแปลงภายในเกิดช้ามากจนไม่น่าจะเป็นต้นเหตุของความรู้สึกทางอารมณ์
     3. การชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเทียม (เช่น การฉีด adrenalin) ซึ่งเกี่ยวโยงกับอารมณ์ มิได้ทำให้เกิดประสบการณ์ของอารมณ์ที่แท้จริง
     Cannon เชื่อว่าส่วนของสมองที่มีบทบาทสำคัญต่ออารมณ์ คือ thalamus สมองส่วนนี้จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอารมณ์ โดยการส่งพลังกระทบ พร้อมๆ กันไปยัง cortex และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ความรู้สึกทางอารมณ์เป็นผลของการยั่วยุพร้อมๆ กันของ cortex และระบบประสาทเสรีตามทฤษฎีนี้การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และประสบการณ์ของอารมณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน บางคนเรียกทฤษฎีนี้ว่า thalamus theory

3. Cognitive – Physiological Theory
     ระยะต่อมาพบว่า hypothalamus มิใช่ thalamus เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของการรวมหน่วย (integration) ของพลังกระทบที่เกิดจากอารมณ์ ประสบการณ์ของอารมณ์ในจิตรู้สำนึกจะเกี่ยวข้องกับการรวมหน่วยของรายละเอียดจากแหล่งกำเนิดสามทางด้วยกัน 1) ปัจจัยทางสรีรวิทยาเป็นพลังที่ไปสู่สมองจากอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อลาย 2) ปัจจัยทางสิ่งเร้าเป็นพลังที่ไปสู่สมองจากสิ่งเร้าภายนอก ซึ่งกระทบต่อระบบการรู้สึก และ 3) ปัจจัยทางการรับรู้ เป็นความจำจากประสบการณ์ในอดีตและการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งสองสิ่งนี้จะก่อให้เกิดรายละเอียดเพิ่มเติมไปสู่สมอง ดูรูปที่ 5

รูปที่ 5

      ตามทฤษฎีนี้ความแตกต่างในเรื่องเวลาตามทฤษฎีของ James-Lange และ Cannon ไม่มีความหมายเท่าใดนัก ในบางโอกาสเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นทันทีทันใด กิจกรรมที่เกิดจากระบบประสาทเสรีอาจเกิดก่อน อาการแสดงอันแรกของประสบการณ์ทางอารมณ์ ในกรณีนี้ทฤษฎี
ของ James-Lange จะถูกต้องในโอกาสอื่นการรับรู้อารมณ์เกิดก่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทเสรีอย่างชัดเจน เช่น เมื่อมีคนมาด่าเรา เราจะรู้สึกโกรธอย่างแรง ต่อมาจะมีอาการหน้าแดง ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง ในกรณีนี้ทฤษฎีของ Cannon จะถูกต้อง อย่างไรก็ตามสภาวะทางอารมณ์ที่เรารู้สึกนั้น มีแหล่งกำเนิดอันที่สามของรายละเอียดคือ ปัจจัยทางการรับรู้ (Cognitive factors)

การแสดงออกทางอารมณ์ (Emotional Expression)

      ก. การแสดงออกทางอารมณ์โดยกำเนิด (Innate emotional expression) การแสดงอารมณ์พื้นฐานเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่กำเนิด (innate) เด็กทุกชาติทุกภาษาจะร้องไห้เมื่อเจ็บปวดหรือเสียใจ และหัวเราะเมื่อสุขใจ จากการศึกษาเด็กที่ตาบอดหรือหูหนวกตั้งแต่แรกเกิดพบว่า การแสดงออกของสีหน้า ท่าทาง และท่วงทีกิริยาหลายๆ อย่าง ซึ่งเราเอาไปสัมพันธ์กับอารมณ์ชนิดต่างๆ ได้รับการพัฒนาโดยความสุกสมบูรณ์ (maturation) การแสดงออกของอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงอายุที่เหมาะสม แม้ว่าจะไม่มีโอกาสสังเกตได้ในคนอื่น
     Sir Charles Darwin ได้เขียนหนังสือ The expression of emotions in man and animals ซึ่งพิมพ์ในปี 1872 ท่านกล่าวว่าวิธีแสดงออกของอารมณ์เป็นกระสวนที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรม และแต่เดิมมีคุณค่าเพื่อความอยู่รอด (Survival value) ของชีวิตบางอย่าง เช่น การแสดงความรังเกียจ (disgust) หรือการไม่ยอมรับ (rejection) เกิดจากการที่อินทรีย์พยายามขจัดเอาสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่น่าพึงพอใจ ซึ่งได้กินเข้าไปแล้ว
     การแสดงสีหน้าบางอย่างดูเหมือนจะมีความหมายสากล โดยมิได้คำนึงถึงวัฒนธรรมในที่ซึ่งคนเราได้รับการเลี้ยงดู เมื่อเอาภาพแสดงสีหน้าของความสุข ความโกรธ ความเสียใจ ความรังเกียจ ความกลัว และความประหลาดใจ มาแสดงต่อคนชาวอเมริกัน บราซิล ซิลี อาเจนตินา และญี่ปุ่น คนเหล่านี้ไม่มีความยากลำบากในการบอกความแตกต่างของอารมณ์แต่ละชนิด พวกชาวเขาและชาวเกาะที่อยู่ห่างไกลความเจริญก็บอกได้เช่นกัน

     ข. บทบาทของการเรียนรู้ในการแสดงออกทางอารมณ์ (Role of learning in emotional expression)  แม้ว่าการแสดงออกของอารมณ์บางอย่างมีมาตั้งแต่กำเนิดเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่อารมณ์ก็อาจได้รับการดัดแปลงมากมายโดยการเรียนรู้ ตัวอย่าง ความโกรธ อาจแสดงออกมาโดยการต่อสู้โดยการใช้ภาษาที่ก้าวร้าว หรือโดยการลุกออกไปนอกห้อง แน่นอนการออกจากห้องหรือการใช้คำหยาบมิใช้การแสดงความโกรธ ซึ่งมีมาตั้งแต่แรกเกิด
     การแสดงออกทางอารมณ์ทางสีหน้าและท่าทาง อาจแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม ตัวอย่าง ชาวจีนมีการแสดงออกทางอารมณ์บางอย่างแตกต่างจากชาติอื่นๆ อย่างมาก การตบมือแสดงถึงความกังวลใจ หรือความผิดหวัง การเกาหูและแก้มบ่งถึงการมีความสุข การแลบลิ้นออกมาแสดงถึงความประหลาดใจ ในสังคมตะวันตก การตบมือหมายถึงความสุข การเกาหูแสดงถึงความกังวล และการแลบลิ้นบ่งถึงการยั่วโทสะ

การยั่วยุทางอารมณ์ และประสิทธิภาพของการทำงาน
(Emotion Arousal and Effectiveness of Performance)

     ระดับต่ำของการยั่วยุทางอารมณ์มีแนวโน้มที่ก่อให้เกิดความตื่นตัว และความสนใจในงานใกล้มือ อย่างไรก็ตามเมื่ออารมณ์เกิดเข้มข้น (รุนแรง) ไม่ว่านะน่าพอใจหรือไม่พอใจ ความสามารถในการทำงานมักลดลง ส่วนโค้งในรูปที่ 6 แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับของ การยั่วยุทางอารมณ์ และประสิทธิภาพของการทำงาน

รูปที่ 6 แสดงการยั่วยุทางอารมณ์และการทำงาน

     เมื่อระดับของการยั่วยุต่ำมาก เช่นตอนกำลังตื่นนอนใหม่ๆ ระบบประสาทอาจไม่ได้ทำงานเต็มที่ และไม่สามารถรับรายงานทางการรู้สึก (sensory messages) การกระทำจะเหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อ การยั่วยุอยู่ในระดับปานกลาง ที่ระดับของการยั่วยุซึ่งสูงขึ้นไปกว่านี้ ความสามารถในการทำงานเริ่มลดลง อาจเป็นไปได้ว่าระบบประสาทส่วนกลางมีการตอบสนองต่อหลายๆ สิ่งมากเกินไปทันทีทันใด จึงเป็นการป้องกันการตอบสนองที่เหมาะสมไม่ปรากฏออกมาเด่นชัด
     ระดับของการยั่วยุที่เหมาะสมและรูปร่างของส่วนโค้งแตกต่างกันไปสำหรับงานแต่ละอย่าง เมื่อมีการยั่วยุของอารมณ์เกิดขึ้น นิสัยที่เกิดจากการเรียนรู้แบบง่ายๆ มีโอกาสสูญเสียหรือแตกแยกได้น้อยกว่าการตอบสนองอันซับซ้อนซึ่งต้องอาศัยการรวมหน่วยของกระบวนความคิดหลายๆ อย่าง ในขณะที่มีความกลัวอย่างสุดขีด เรายังอาจสามารถสะกดชื่อของเราได้ แต่ความสามารถของเราในการเล่นหมากรุกจะต้องสูญเสียไปอย่างมาก
     คนเรามีการแตกแยกของพฤติกรรมโดยการยั่วยุทางอารมณ์ในขอบเขตที่แตกต่างกันไป การสังเกตคนจำนวนมากขณะมีวิกฤตกาล เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วมทันทีทันใดพายุพัดบ้านพัง เป็นต้น พบว่าประมาณร้อยละ 18 แสดงพฤติกรรมแบบปกติ และมีประสิทธิภาพส่วนใหญ่ราวร้อยละ 70 มีการแตกแยกของบุคลิกภาพในระดับที่แตกต่างกันไป แต่ยังสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามสมควร ส่วนที่เหลือร้อยละ 15 มีการแตกแยกของบุคลิกภาพจนทำอะไรไม่ได้เลย อาจวิ่งวนไปวนมาส่งเสียงร้องกรีด โวยวาย บางคนกลับยืนนิ่ง หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก การศึกษาทหารที่อยู่ภายใต้ความกดดันของการปะทะต่อสู้ที่รุนแรง พบว่าเพียงร้อยละ 15 ถึง 25 เท่านั้นสามารถใช้ปืนยิ่งต่อสู้ข้าศึกได้ พวกที่เหลือได้แต่ถือปืนจ้องแบบแข็งทื่อ และไม่สมารถยิงได้
     ดังนั้นอารมณ์ที่เข้มข้นมากเกินไป สามารถก่อให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อกระบวนการต่างๆ ที่ควบคุมพฤติกรรมปกติของคนเราได้

ภาวะทางอารมณ์ที่ยาวนาน (Enduring Emotional States)

     บางครั้งอารมณ์ไม่อาจถูกระบาย (discharged) ออกไปได้ทันท่วงที แต่ยังคงมีอยู่ในลักษณะที่ถูกเก็บกดและไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไป ความโกรธ ความไม่เป็นมิตร ความอาฆาต หรือความกลัวที่ถูกเก็บกด (repressed) เอาไว้เป็นเวลานาน เช่น ความโกรธเจ้านาย ความกังวลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของภรรยา ความอาฆาตเพื่อนที่หักหลัง เป็นต้น อาจทำให้สมรรถภาพในการทำงานลดลง และมีผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ มีความผิดปรกติทางร่างกายบางอย่าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเครียดและความกดดันทางอารมณ์ เรียกว่า จิตสรีราพาธ (Psycho physiologic disorders)      การยั่วยุของอารมณ์จะมีผลกระทบกระเทือนต่อระบบประสาทเสรีจนทำให้การเปลี่ยนแปลงของระบบสรีรวิทยาต่างๆ ในร่างกาย เกิดเป็นโรคขึ้น เช่น แผลในกระเพราะอาหาร หอบหืด โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery desease) ประสาทหัวใจ (cardiac neurosis)โรคปวดศีรษะข้างเดียว (migraine) โรคปวดศีรษะเนื่องจากความตึงเครียด (tension headache) ความดันโลหิตสูงและโรคผิวหนัง เป็นต้น

ความเครียดและโรคหัวใจ  

     แพทย์เฉพาะทางสองท่านคือ Friedman and Rosenman (1974) ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคหัวใจเป็นเวลานานหลายปีพบว่า คนที่เป็นโรคหัวใจมักมีแบบกระสวนแห่งพฤติกรรมที่เรียกว่า “ พฤติกรรมชนิด ก. ( Type A behavior)” คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้สูงกว่าคนที่ชอบสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย อ้วน หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป
     ลักษณะเฉพาะของคนที่มีพฤติกรรมชนิด ก. คือ ชอบแข่งขันอย่างจริงจัง และพยายามผลักดันตัวเองให้ไปสู่ผลสัมฤทธิ์หรือเป้าประสงค์อย่างที่ได้ตั้งใจไว้ มีความทะเยอทะยานสูง มีความรู้สึกรีบเร่งกับเวลา หาโอกาสผ่อนคลายได้ยาก ขาดความอดทน ชอบโกรธเมื่อต้องเผชิญกับความล่าช้า เมื่อดูจากภายนอกแล้วคนประเภทนี้มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่ความจริงกลับเป็นคนที่ชอบสงสัยหรือไม่แน่ใจในตนเอง เชื่อว่าความเครียดที่ให้ได้สิ่งที่ต้องการร่วมกับความรู้สึกไม่เป็นมิตรที่แฝงอยู่ภายใน มีส่วนสนับสนุนคนที่มีพฤติกรรมชนิดนี้ให้เกิดเป็นโรคหัวใจได้ง่าย
      ส่วนคนที่มี “พฤติกรรมชนิด ข. (type B. behavior)” จะไม่มีลักษณะเฉพาะต่าง ๆ อย่างในที่พบในพวกแรก คนพวกนี้ไม่ชอบแข่งขัน สามารถผ่อนคลายได้โดยไม่มีควาสำนึกผิด และทำงานได้โดยไม่มีความกระวนกระวายใจ ไม่ชอบโอ้อวดหรือพูดเรื่องความสำเร็จของตน ไม่มีความรู้สึกเร่งรัดเรื่องเวลา และมีความอดทนได้ดี ความรู้สึกโกรธ และความรู้สึกไม่เป็นมิตร ถูกกระตุ้นได้ยากในคนพวกนี้

 

หนังสืออ่านประกอบ
  1. จำลอง ดิษยวณิช. คลายเครียด. เชียงใหม่: ดารารัตน์การพิมพ์ จำกัด 2534
  2. จำลอง ดิษยวณิช. ประสาทชีววิทยาของภาวะใกล้ตาย. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. 2541; 43:84-103.
  3. Morris C.G. Psychology. 7th edition. New Jersey: Prentice-Hall, Inc., 1990.
  4. Feldman R.S. Essential of Understanding Psychology. 2nd edition. NewYork: McGraw-Hill,Inc., 1994.